วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การใช้ is am are was were

การใช้ is am are was were




  is, am, are แปลว่า เป็น อยู่ คือ เราใช้กริยานี้เพื่อแสดงสภาพสภาวะในปัจจุบัน เมื่อเราพูดถึงสภาพสภาวะที่กำลังเป็นอยู่ การใช้ is, am, are ต้องสังเกตประธาน ควรดูประธานว่าเป็นรูปสรรพนาม หรือคำนาม ถ้าประธานเป็นคำสรรพนาม จะมีการใช้ดังนี้
        I    ใช้กับ am
        He ใช้กับ is
        She ใช้กับ is
        It ใช้กับ is
ประธานเอกพจน์บุรุษที่ ใช้กับ is
        You ใช้กับ are
        We ใช้กับ are
        They ใช้กับ are
ประธานพหูพจน์บุรุษที่ ใช้กับ is
 
ประธาน
Subject
กริยา to be หรือ
Verb to be
ส่วนเติมเต็ม
Complement
  I
am
a  student
You/ We/ They
The students
The books
are
in  the  room.
He/ She/ It
The student
The book
is
on  the  table.



V. to be
  + V3 ก็ Pasiive voiceค่ะ

active voice คือ ประโยคที่เราพูดกันธรรมดาๆ ประธาน + กริยา + กรรม
passive voice คือ ประโยคที่เอากรรมมาเป็นประธานของประโยค เพื่อเน้นว่ากรรมนั้นถูกกระทำโดยใคร

เช่น active >>
  He kicks the dog. (เขาเตะหมา)
      passive (เอากรรมขึ้นก่อน)>> The dos is kicked by him. (หมาถูกเตะโดยเขา)  ใช้ is  เพราะหมามีตัวเดียว
     active >>  He steal the rings. (เขาขโมยแหวนหลายวง)
     passive (เอากรรมขึ้นก่อน)>>  The rings are stolen by him (แหวนหลายวงถูกขโมยโดยเขา) * ใช้ are เพราะแหวนมีหลายวง
     active >>  He ate an apple (เขากินแอปเปิ้ล แต่ผ่านมาแล้ว >> กินในอดีต)
     passive (เอากรรมขึ้นก่อน)>> An apple was eaten by him  (แอปเปิ้ลถูกกินโดยเขา) * ใช้ was เพราะแอปเปิ้ล1ลูกเป็นเอกพจน์ และเป็นอดีตด้วย เลยใช้ was
    active >>  He  wrote the books (เขาเขียนหนังสือหลายเล่มในอดีต)
    passive (เอากรรมขึ้นก่อน)>>  The book were written by him (หนังสือหลายเล่มถูกเขียนโดยเขาในอดีต) * ใช้ were เพราะหนังสือมีหลายเล่ม เป็นพหูพจน์ ใช้ were





วิธีการฝึกภาษาอังกฤษทั้ง 4 Skills

วิธีการฝึกภาษาอังกฤษทั้ง 4 Skills


วิธีฝึก Speaking skill 




    1. เวลาพูด ให้สร้างประโยคด้วย S+V+O  และหากมี Conjunction  ก็ต้องเตรียม ประโยคทันที (ประโยคดูจาก Verb แท้ที่มีการผัน) 
    2. ต้องจำหลัก Grammar 25 กฎได้อย่างคล่องแคล่ว และจำ Structure ย่อย ( ดูได้จากเทป) ได้อย่างอัตโนมัติ ทดสอบได้จากเวลาทวน หากพูดเพียงตัวแรก เช่น practice  ต้องรู้ทันทีว่า Verb ที่ตามมาต้องเป็น V.ing 
หรือ find + Obj.  ตัวที่ตามมาคือ Adj. 
     3. ต้องสร้างฐานศัพท์ให้มากเพียงพอที่จะแปลงความคิดจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษได้ ให้สังเกตว่าคำไหนเห็นบ่อยๆก็หัดเริ่มจำคำนั้นและศึกษาวิธีการใช้ ซึ่งก่อนอื่นต้องรู้ว่าศัพท์ที่เราจะจำแต่ละคำทำหน้าที่อะไร เช่น V, N, Adj., Adv, Conj. เป็นต้น และใช้หลัก Grammar และ Structure connect คำนั้นให้ออกมาในรูปของประโยค การพูดภาษาอังกฤษก็เปรียบเสมือนกับการร้อยพวงมาลัย มะลิแต่ละดอกก็เหมือนกับคำศัพท์แต่ละคำ จะมาร้อยรวมกันหรือรวมกับดอกกุหลาบ ดอกจำปี หรือดอกไม้ประเภทต่างๆ ก็ต้องอาศัย Grammar และ Structure เข้าช่วย จึงจะออกมาเป็นพวงมาลัยที่งดงามหรือภาษาที่ถูกต้องสละสลวย ฟังแล้ว อ่านแล้ว เข้าใจอย่างถ่องแท้ 
     4. ในใจต้องมีความอยากจะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ หรืออยากให้คนทำตามสิ่งที่เราเชื่อ นั่นคือ ในแต่ละวัน เราจะพยายาม Convince ผู้อื่นให้เชื่อตามเรา คล้อยตามเรา ฝึกให้เป็นนิสัยจนเคยชิน และเมื่อพูดภาษาอังกฤษจะได้รู้จักการหา supporting ideas มาสนับสนุน idea ของเรา 
     5. เวลาพูดจริงๆ ให้มี  Sensation หรือประสาทรับความรู้สึกแถวริมฝีปาก ลิ้นและฟันหน้าอยู่เสมอ วิธีการง่ายสุดคือ พยายามฉีกปากยิ้มเวลาพูด ทุกอย่างจะ sound smooth เองและเราจะไม่ nervous ระหว่างพูด ให้ทุกอย่าง flow ออกมาจากความรู้สึก 
     6. เนื้อหาเวลาพูด ให้ Touch the main point ไม่พูดเรื่อยเจื้อยหรือต่อความยาวสาวความยืด บอกตัวเองตลอดเวลาว่า ประเด็นคืออะไร พูดไปทำไม ฟังแล้วน่าเชื่อไหม หรือฟังแล้วน่าเบื่อไร้สาระ 
     7. อาจเริ่มฝึกพูดกับตัวเองบ่อยๆ พูดดังๆ บางคนอาจมีคำถามว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าพูดถูกหรือป่าว รู้ได้สิครับ รู้โดยการเช็คดูว่า Grammar และStructure เราแม่นขนาดไหนมี word selection  มากพอไหม พูดคล่องขนาดใด ถ้ารู้สึกยิ่งพูดยิ่งมัน ถือว่าภาษาเข้าขั้นแล้ว



วิธีฝึก Listening skill 





     1. การฟังมี แบบคือ ฟังแบบจับใจความ (Macro)และฟังการออกเสียงสำเนียง (Micro) ให้เริ่มจากการจับใจความก่อน เมื่อคล่องบวกกับเริ่มมั่นใจว่าฟังออกแล้ว ถึงเริ่ม focus on pronunciation ได้ยินคำไหน ให้ฝึกออกเสียงตาม โดยเฉพาะให้สังเกตศัพท์ที่เรารู้อยู่แล้ว แต่ทำไม Native speaker จึงออกเสียงไม่เหมือนกับเราก็ให้รีบแก้สำเนียงการออกกเสียงของคำนั้นๆให้ถูกต้อง (คนฉลาดคือคนที่ช่างสังเกต =observing) 
     2. ให้ไปซื้อหูฟังใหญ่ๆ ยี่ห้อ Philips ประมาณ 4,000 กว่าบาท เสียงดังฟังชัด Input เท่ากับ Output ในเส้นสมองของเราต้องมีเสียงที่ถูกต้องของศัพท์แต่ละคำก่อน เราจึงจะออกเสียงของคำๆนั้นได้ถูกต้อง และเมื่อเราได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง เราก็จะระลึกและจำได้ ทำให้ฟังรู้เรื่อง 
     3. ต้องสร้างฐานศัพท์ก่อน มิฉะนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาพูดอะไร (ดูวิธีสร้างฐานศัพท์ในส่วนการฝึก Speaking Skill ข้อ 3) 
     4. จับ Key Words ให้ได้โดยแปลงคำเหล่านั้นเป็นมโนภาพ (visualization)เพื่อจะได้ปะติดปะต่อเรื่องและเข้าใจความรู้สึกของผู้พูด (ภาพสื่อความรู้สึก) 
     5. ให้หัดดูหนังฝรั่งบ่อยๆหรือฟังสารคดี ข่าว CNN อย่าอ่าน Subtitle มิฉะนั้นประสาทจะไม่ทำงาน ตั้งใจฟังอย่างเดียว วันละสัก 1.5-2 ชั่งโมงเพื่อสร้างความเคยชินกับภาษา อีกทั้งโครงสร้างของภาษาที่ถูกต้องจะถูกดูดซับเข้าไปในเส้นสมอง และควรฝึกหัดฟังเพลง โดยเฉพาะเพลงโปรดของเรา พยายามเข้าใจเนื้อความและความหมาย หูเราก็จะพัฒนาความละเอียดอ่อนของการออกเสียงสู่จุดสูงสุด เวลาหัดฟังรายการหรือเพลงภาษาอังกฤษ ในตอนแรกไม่ต้องพยายามเข้าใจความหมาย แต่ตั้งจิตฟังPronunciation  ของแต่ละคำ  stress and intonation  โดยเฉพาะให้สังเกตปากของฝรั่งเวลาพูด จะเปิดกว้างมาก และมีลมพวยพุ่งออกมาจากปากตลอดเวลา (เสียงระเบิด) เราก็ฝึกพูดตามไปด้วยคือ ยิ้มสยามเข้าไว้ทุกอย่างจะดีเอง เพราะปากเราจะเปิดถ้ากว้างตามไปด้วย เสียงจะได้ไม่ตะกุกตะกัก

   
วิธีฝึก Reading Skill



     1. Apply ศัพท์และ Grammar รวมทั้ง Structure เพื่อสร้างภาพ แสง สี เสียง และความรู้สึกตามผู้เขียนไปด้วย ถ้าศัพท์ไม่พอ ภาพไม่เกิด หรือมัวเหลือเกินgrammar ไม่แม่น ยิ่งอ่านยิ่งงง ไม่รู้อันไหนประโยคหลัก ประโยครอง เน้นหรือไม่เน้น ฉะนั้นต้อง build a solid foundation of grammar and vocabulary 
     2. เวลาที่อ่านแต่ละประโยค และแต่ละบรรทัดเป็นการ Add ข้อมูลให้ภาพในใจของเราชัดเจนกับหนังที่ฉายต่อไปเรื่อยๆ เมื่อเรามีมโนภาพเราจะจำเนื้อเรื่องได้เอง และจะรู้สึกว่าตรงไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ ประเด็นหลักอยู่ตรงไหน 
     3. เวลาเจอศัพท์ที่ไม่เคยเจอ ก็ให้เดาความหมายจากภาพ ถามต่อไปว่าเป็นความรู้สึกบวกหรือลบ ชื่นชมหรือวิจารณ์ ซึ่งปรับเรียกเท่ห์ๆว่าVocabulary in context ไม่มีอะไรมากนักหรอก


การฝึก Writing Skill




     1. คิดให้ชัดๆว่า ประเด็นหลักหนึ่งประเด็นคืออะไรและมีเหตุผลอะไรชัดๆ 2-3ประเด็นในการ support ประเด็นหลักการเขียนมิใช่สักแต่เขียน แต่จะต้องพยายามจูงให้คนอ่านเห็นคล้อยตามเรา หาเหตุผลจากแม่น้ำทั้ง มาเพื่อให้ argument ของเราstrong เขียนด้วย passion มิใช่ปากกาลากไป ก็สักแต่เขียนไปอย่างนั้น เราต้องเชื่อมั่นจริงๆ สิ่งที่เราเขียนสิ่งที่เราแสดงออก คนอื่นจึงจะเชื่อเราตามไปด้วย 
     2. ก่อนลงมือเขียนให้ Outline ด้วย key words หลักๆ เพื่อใช้เป็น supporting  ideas ให้ think through ในแต่ละประเด็นที่เราเสนอไม่คิดไปเขียนไปเพราะเราจะเป็น run-on sentences คิดให้เร็วคิดให้ทะลุ คิดแล้วเขียนออกมาทุกคนจะต้องเชื่อเรา ถ้าเราไม่เชื่อสิ่งที่เราเขียนใครจะเชื่อเราล่ะ 
     3.  ใช้แนวทางการแปลจากไทยเป็นภาษาอังกฤษที่อาจารย์สอนไทยชัด อังกฤษก็ชัด ทุกประโยคความคิดภาษาไทยฟังแล้วต้องเข้าใจทันที ห้ามกำกวมเพื่อโอกาสที่ภาษาอังกฤษจะออกมาชัดตามไปด้วย เวลาเขียนศัพท์และ grammar รวมทั้ง structure ต้อง flow มา automatically ต้องไม่คิดอีกแล้ว แค่ focus on idea presentation ล้วนๆ 
     4. การเขียน paragraph  แรกเป็น opening paragraph เป็นการเปิดประเด็น ส่วนอีกสัก 3 paragraphs ต่อมาจะลงในเรื่องรายละเอียดที่ support thesis statement ปิดท้ายด้วย conclusion ซึ่งไม่ควรเป็นการ repeat idea ในopening paragraph แต่เป็นการสรุปโดยใช้  key words represent idea หลักๆ ของแต่ละ paragraph และอาจจะ insert อีกสักประโยคเพื่อเพิ่มความเข้มข้นของ argument เรา  
     5. การเขียนให้ระวังเรื่อง tense เป็นสำคัญ รูปประโยคให้ keep simple and clear เข้าไว้ เขียนแบบพังผืดไม่เอา คนที่เก่งจริง พูด 3-4 ประโยคก็เข้าประเด็นและน่าเชื่อถือแล้ว แต่ต้องเป็นเนื้อๆจริงๆ มิใช่น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง




6 วิธีการออกเสียงเวลาพูดภาษาอังกฤษ ให้ "ไม่เหน่อ"

วิธีการออกเสียงเวลาพูดภาษาอังกฤษ ให้ "ไม่เหน่อ"
1. คำที่ลงท้ายด้วย -tion อย่าออกเสียงว่า ชั่น ให้ออกเสียงว่า เฉิ่น เช่น nation อย่าออกเสียงว่า เนชั่น ให้ออกเสียงว่า เน้เฉิ่น
2. คำที่ลงท้ายด้วย -ing อย่าออกเสียงว่า อิ้ง ให้ออกเสียงว่า อิ่ง เช่น going อย่าออกเสียงว่า โกอิ้ง ให้ออกเสียงว่า โก๊อิ่ง
3. คำที่ลงท้ายด้วย -er/-or อย่าออกเสียงว่า เอ้อ ให้ออกเสียงว่า เอ่อ เช่น teacherและ color อย่าออกเสียงว่า ที้ชเช่อร์ คัลเล่อร์ ให้ออกเสียงว่า ที้ชเฉ่อร์ คั้ลเหล่อร์

4. คำที่ลงท้ายด้วย -ment อย่าออกเสียงว่า เม้นท ให้ออกเสียงว่า เหม่นท เช่นcomment อย่าออกเสียงว่า คอมเม้นท ให้ออกเสียงว่า ค้อมเหม่นท

5. คำที่ลงท้ายด้วย -ty -ly -ry อย่าออกเสียงว่า ตี้ ลี่ รี่ ให้ออกเสียงว่า ถี่ หลี่ หรี่ เช่นcity lovely very อย่าออกเสียงว่า ซิตี้ เลิ้ฟลี่ เวรี่ ให้ออกเสียงว่า ซิถี่ เลิ้ฟหลี่ เฟ้หรี่

6. คำว่า is/was ถ้าอยู่ในประโยค อย่าออกเสียงว่า อี้ส กับ ว้อส ให้ออกเสียงว่า อิ่ส และ เวิ่อส 

ลองฝึกอ่านสองประโยคนี้ดูช้าๆแล้วลองสังเกตว่าการออกเสียงของเราดีขึ้นบ้างมั้ย

He is a very good teacher teaching at a university in the city center.

She was a lovely manager working in an apartment near the train station.






Adverbs of frequency

Adverbs of frequency



เป็นคำที่ใช้บอกความถี่ของเหตุการณ์ต่าง ๆ ว่าเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน
ต้วอย่างของ adverbs of frequency และความถี่ของแต่ละคำ คือ
frequency
Adverb of Frequency
Example Sentence
100%
always
I always go to work by van.
90%
usually
John is usually friendly.
80%
normally / generally
I normally go to the gym.
70%
often
I often listens to the radio.
50%
sometimes
I sometimes take sugar in my coffee.
30%
occasionally
I occasionally hungry.
10%
seldom / rarely
I rarely work on the weekend.
5%
hardly ever
I hardly ever drink alcohol.
0%
never
I never smokes.
ตำแหน่งในประโยคของ adverbs of frequency
1. วางไว้หน้า verb แท้
subject + adverb + main verb
ตัวอย่างประโยค
I always goes by bus.
Tom frequently go to gym.
2. วางไว้หลัง verb to be
subject + verb to be + adverb
ตัวอย่างประโยค
Peter isn’t usually very friendly.
He is often late for work.
3. กรณีมีกริยาช่วย (auxiliary verb) วางไว้หลังกริยาช่วย ก่อนกริยาหลัก
subject + auxiliary + adverb + main verb
ตัวอย่างประโยค
They might never go out in the week.
She isn’t usually go to bed before 11 p.m.
I can’t always work on the weekend.
4. ประโยคคำถามจะวาง adverbs of frequency ไว้หลังประธาน หน้ากริยาหลัก
subjec + adverb + main verb
ตัวอย่างประโยค
Do you often stay home?
Have you ever been to New Zealand?
นอกจากนี้ยังมี adverb บางตัวที่สามารถวางอยู่หน้าประโยคได้ ดังนี้
Usually, Normally, Often, Frequently, Sometimes, Occasionally
ตัวอย่างประโยค
Often, I go to bed at 11 pm.
Usually, I drink coffee on workday.
แต่ไม่ใช่ adverb ทุกตัวจะวางอยู่หน้าประโยคได้ ยังมีบางตัวที่ยกเว้น คือ Always, Seldom, Rarely, Hardly, Ever, Never
adverb บางตัวมีข้อระบุในการใช้ เช่น
hardly ever และ never จะใช้ในประโยคบอกเล่า
ตัวอย่างประโยค
She hardly ever comes to overseas.
I never smoke.
และ
 ever จะใช้ในประโยคคำถามและประโยคปฎิเสธ
ตัวอย่างประโยค
Have you ever been to England?
I haven’t ever been to England. (ความหมายเดียวกับ I have never been to England.)